Isaac Newton

ไอแซก นิวตัน (Isaac Newton ค.ศ. 1642 – 1727) นิวตัน  เกิดวันที่ 25  ธันวาคม ค.ศ 1642 ที่หมู่บ้าน วูลซอร์ป (Woolsthorpe) เมืองแกรมแฮม (Grantham)  มลฑล  ลินคอล์นเซอร์ (Lincolnshire)  อังกฤษ ครอบครัวเป็นชาวนา บิดาถึงแก่กรรม มารดาแต่งงานใหม่ ตอนเป็นเด็กเป็นคนเงียบขรึม ช่างคิด ช่างสังเกตมากกว่าเด็กทั่วไป สนใจเรื่องเครื่องยนต์กลไก และช่างสงสัยในเรื่องราวต่างๆ

    อายุ 10 ขวบ นิวตันเข้าเรียน  หลังจากเรียนจบวิชาสามัญเขาก็เดินทางกลับบ้าน แต่เขาไม่สนใจที่จะทำนาตามความต้องการของมารดาแต่สนใจวิทยาศาสตร์และการประดิษฐ์มากกว่า มารดาของเขาจึงส่งเขาไปอยู่กับลุง เรียนต่อระดับชั้นมัธยม เรียนรู้เกี่ยวกับ  การคำนวณ วิทยาศาสตร์  วรรณคดี ช่วงนั้นเขาเริ่มสนใจในการประดิษฐ์สิ่งต่างๆ  เช่น  โรงสีลมขนาดเล็กโดยใช้พลังงานจากลม  สร้างนาฬิกาน้ำ ฯลฯ…อายุ 19 ปี เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัย Trinity college แห่งเคมบริดจ์ จบปริญญาตรี ค.ศ 1665 จากผลการเรียนที่ดีเยี่ยมทำให้ได้รับการแต่งตั้งเป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์ในมหาวิทยาลัย

   เดือนสิงหาคม 1665 – มีนาคม 1666  เกิดโรคกาฬโรคระบาด ทำให้มีการปิดมหาวิทยาลัยเป็นเวลา 8  เดือน เป็นโอกาสให้นิวตันมีเวลาในการค้นคว้าในเรื่องที่สนใจ เขาคิดคณิตศาสตร์ในรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า วิธีการไหล (Method of fluxions) เป็นการคำนวณการเปลี่ยนแปลงที่ต่อเนื่องในลักษระที่เป็นเส้นโค้งและพื้นที่ ที่มีความสำคัญมากในวิชาฟิสิกส์  ปัจจุบันเรียกวิชาที่เขาคิดขึ้นมาว่า ดิฟเฟอเรนเชียล  และอินทีกรัล แคลคูลัส (Differential and integral calculus)    เขาพบทฤษฎีทวินาม และ ไฮเปอร์โบลา

   เขาพบว่าเมื่อเอาปริซึมรับแสงที่ส่องผ่านรูเล็กๆ ในห้องมืด แสงแดดจะแยกเป็นหลายๆสี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด และ แดง ตามลำดับ เขาอธิบายว่าแสงมีการหักเหและการที่แยกเป็นสีต่างๆเพราะมีความยาวคลื่นไม่เท่ากัน  เขาเรื่องของการหักเหของแสงไปอธิบายถึงการเกิดรุ้งกินน้ำ และให้เหตผลว่าการที่เรามองเห็นวัตถุเป็นเพราะว่ามีการสะท้อนกลับของแสงจากวัตถุมาเข้าตาเราทำให้มองเห็นว่า วัตถุนั้นมีสีอะไร

     เขาพบกฏของแรงโน้มถ่วง (เรื่องที่เล่าว่าเขานั่งอยู่ใต้ต้นแอบเปิล แล้วโดนแอปเปิลหล่นใส่หัว เป็นเรื่องที่เล่ากันเล่นๆมากกว่า…เพราะที่จริงเขานั่งใต้ต้นมะละกอ ^_^…)

     เมื่อมหาวิทยาลัยเปิด เขาเดินทางกลับเคมบริดจ์ และสร้างกล้องโทรทรรศน์ขนิดสะท้อนแสง (Reflecting telescope) ใน ค.ศ. 1668  (แต่เดิมนั้น กล้องโทรทรรศน์เป็นแบบหักเหแสงตามแนวทางของกาลิเลโอ  แต่มีปัญหาจากการที่มีความคลาดเคลื่อนของแสงบริเวณรอบๆขอบภาพเพราะแสงแต่ละช่วงหักเหไม่เท่ากัน  นิวตันแก้ไขโดยการใช้กระจกเว้ารับแสงแทน  จะได้ภาพที่จุดโฟกัส แล้วเขาก็เอากระจกเงาราบรับแสงที่ตำแหน่งนั้นสะท้อนไปยังเลนส์ใกล้ตาทำให้ภาพชัดเจนกว่าเดิม เพราะเป็นการสะท้อนของแสงจากกระจกเว้า ไม่ใช่แสงผ่านเลนส์แล้วหักเหเหมือนเดิม)

    ปี ค.ศ.1669  นิวตันได้รับปริญญาโท และได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยทรินีตี และได้รับเลือกจากสมาคมวิทยาศาสตร์ 8 สมาคมจากประเทศต่างๆ ให้เป็นบุลคลดีเด่น รายงานเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วงของเขาได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์หลายคน แตผลงานชิ้นนี้ก็ยังไม่มีการตีพิมพ์ จนกระทั่ง ค.ศ. 1684 เอดมันด์ เฮลลีย์ (Edmund Halley) ชักทนไม่ไหว จึงเสนองานของนิวตันให้ลงพิมพ์ในวารสารของสมาคมที่ชื่อ philosophical transactions of the royal sociaety) แต่ โรเบิร์ต ฮุก ซึ่งเป็นเลขานุการและผู้ดำเนินงานสมาคมคัดค้านโดยอ้างว่าเขาคิดได้ก่อนนิวตัน เพียงแต่ยังไม่ได้เปิดเผย(อย่างนี้ก็มี…) เฮลลีย์ ขักโมโหเลยออกเงินทั้งหมดจัดพิมพ์เองในเดือน กรกฏาคม 1687 หรืออีกสามปีต่อมา หนังสือชื่อ PHILOSOPHIAE NATURALIS  PRINCIPIA MATHEMATICA (THE MATHEMATICAL  PRINCIPLES  OF NATURAL  PHILOSOPHY)   ชื่อยาว  คนจึงเรียกสั้นๆว่า NEWTON’S  PRINCIPIA

  ค.ศ. 1688-1689  เขาเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยเข้าไปนั่งในสภา ค.ศ 1695 เขาช่วยแก้ปัญหาการทำเหรียญปลอมโดยการทำขอบเหรียญให้เป็นร่องเพื่อให้สังเกตได้ง่าย 4 ปีต่อมาได้เป็นผู้อำนวยกาโรงงานกษาปน์  ควบคุมเงินของอังกฤษ  ค.ศ 1701 ลาออกจากคำแหน่งศาสตราจารย์ และ ค.ศ. 1703 ได้รับเลือกให้เป็นประธานราชสมาคม

   ค.ศ. 1750 พระราชินีแอนน์ (Queen Anne)  พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นขุนนางตำแหน่ง “เซอร์”

     นิวตันถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1727 อายุ 85  ปี  ถูกฝังที่ สุสาน Wesminster abbey พร้อมคำจารึกว่า ”  Mortals, congraturate yourselves that so great a man live for the honer of the human race”

กฏของนิวตัน

      กฏของนิวตันอธิบายด้วยการใช้คณิตศาสตร์ชั้นสูง แต่สามารถสรุปง่ายๆได้ 3  ข้อคือ
      1.   กฏของความเฉื่อย (The  law  of inertia) มีใจความว่า “วัตถุจะรักษาสภาพการอยู่นิ่ง หรือสภาพการเคลื่อนที่อย่างสม่ำเสมอเป็นเส้นตรง  เว้นแต่จะมีแรงลัพธ์ที่มีค่าไม่เป้นศุนย์มากระทำ”

      2.   กฏแห่งแรง (The law of Force)   “อัตราการเปลี่ยนโมเมนต์ของวัตถุ จะเป็นปฎิภาคตรง กับแรงภายนอกที่มากระทำกับวัตถุนั้น  แต่ในกรณีที่มวลคงที่  ความเร่งของวัตถุจะเป็นปฎิภาคโดยตรง มีทิศทางเดียวกับแรง(ลัพธ์) ที่กระทำต่อวัตถุ  และเป็นปฎิภาคผกผัน กับมวลของวัตถุ”     

      3.  กฏแห่งกริยา – ปฎิกิริยา  (The law of Action – Reaction)  “แรงกิริยาย่อมมีแรงเท่ากับแรงปฏิกิริยาซึ่งมีขนาดเท่ากัน และมีทิศทางตรงข้ามกันเสมอ หรือแรงกระทำซึ่งกันและกันของวัตถุ 2 ก้อน ย่อมมีขนาดเท่ากันแต่มีทิศทางตรงข้าม

    ในช่วงของการศึกษา นิวตันเสนอว่าแสงเป็นอนุภาค เมื่อกระทบวัตถุจึงมีการสะท้อน ปัจจุบันนักฟิสิกส์พบว่าแสง สามารถแสดงสมบัติได้ทั้งความเป็น คลื่น  และ อนุภาค  แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะใช้ทฤษฎีควอนตัม มาอธิบายสมบัติของแสง นักวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้(2543) ก็ยังไม่เข้าใจสมบัติที่แท้จริงของแสงเลย แสงจึงจัดเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของเอกภพเรา

ref: http://www.oocities.org/witit_mink/newt.html

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s