Galiieo Galilei

กาลิโลเอ  กาลิเลอี (Galiieo Galilei  ค.ศ 1564 – 1642  หรือ พ.ศ.2107- 2185)  เกิดที่เมือง pisa อิตาลี เป็นนักดาราศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ และนักฟิสิกส์  เป็นหัวหอกในการโต้เถียงกับทฤษฎีของอริสโตเติล จนได้รับฉายาว่า Wrangler (ปัจจุบันใช้เรียกผู้เชี่ยวชาญในมหาวิทยาลัยอ็อกฟอร์ด และเคมบริดจ์)

อายุ 17  ปี เขาพบว่าการแกว่งของโคมไฟในโบสถ์แต่ละครั้งใช้เวลาเท่ากัน จากสิ่งนี้ถูกนำไปประดิษฐ์นาฬิกาชนิดลูกตุ้มในเวลา 15 ปีต่อมาโดยฮอยเก้นส์ ครอบครัวของเขายากจนในปี   ค.ศ. 1585 เขาต้องออกจากมหาวิทยาลัยโดยที่ไม่ได้ปริญญาเลยเพราะแอบไปเรียนคณิตศาสตร์กับอาจารย์ด้านคำนวณ เขาเดินทางกลับเมืองฟลอเเรนต์  มาเป็นครูสอนพิเศษ  ต่อมา ค.ศ.เขาตีพิมพ์หนังสือเรื่องตาชั่งไฮโดรสแตติก ซึ่งสามารถหาอัตราส่วนของโลหะที่ผสมกันอยู่ได้ตามหลักของอาร์คีมีเดส (ไม่ธรรมดาเลยนะ) ชื่อเสียงก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

เหตุการณ์ ณ หอเอนเมืองปิซา

ค.ศ.1585  ต่อหน้าไทยมุง เอ้ย..ศาสตราจารย์และนิสิตนักศึกษา  โดยทิ้งวัตถุ 2  ก้อนที่มีน้ำหนักต่างกันแต่ขนาดเท่ากัน ลูกหนึ่งหนัก 10 ปอนด์ อีกลูกหนัก 1 ปอนด์ ปรากฏว่าทั้งสองลูกตกลงมาถึงพื้นดินพร้อมกัน คัดค้านทฤษฎีของอริสโตเติลที่บอกว่าวัตถุที่หนักจะตกถึงพื้นก่อน( ก่อนหน้านี้  2 ปี  เมื่อ  ค.ศ. ๑1586 วิศวกรทหารชาวเดนมาร์ก  ชื่อ  ไซมอน  สเตวิน  ได้ทดลองเพื่อทดสอบทฤษฎีของอาริสโตเติล  โดยทิ้งแผ่นตะกั่ว  2  แผ่นที่มีน้ำหนัก 10  ปอนด์และ  1  ปอนด์  ลงมาจากที่สูง  30 ฟุต  เขาพบว่าตะกั่วตกกระทบถึงพื้นดินพร้อมกัน  )  นอกจากนี้กาลิเลโอ ยังแถลงว่า  วิธีของการเคลื่อนที่ของวัตถุที่เราขว้างขึ้นไปจะมีลักษณะเป็นรูปโค้งพาราโบรา

เมื่อชีวิตต้องสู้

การทดลองและการบรรยายของกาลิเลโอทำให้เกิดความขัดแย้งกับผู้ที่เลื่อมใสในทฤษฎีของอริสโตเติล จนถูกบีบให้ออกจากมหาวิทยาลัยใน ค.ศ. 1591แต่เขาก็ไปสมัครอยู่ที่อื่นและได้ทดลองและพิสูจน์ทฤษฎีสำคัญหลายอย่าง สร้างเครื่องมือหลายชนิด เขาเห็นด้วยกับนักดาราศาสตร์ชาวโบแลนด์ที่ชื่อ โคเปอร์นิคัส ซึ่งบอกว่าดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยะ เขาจึงถูกโจมตีหนักอีกครั้ง

ค.ศ. 1608 แฮนส์  ลิปเปอร์เซย์ (Hans Lipershey)ช่างแว่นตาชาวฮอลันดาพบวิธีทำกล้องโทรทรรศน์โดยความบังเอิญ เมื่อเขาถือเลนส์ 2 อันในมือแล้วมองดูวัตถุ เขาพบว่าเห็นภาพวัตถุใหญ่ขึ้นและใกล้เข้ามา เขาจึงนำมาประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ใน ค.ศ.1608  กาลิเลโอ พอทราบข่าวในปีต่อมา เขาจึงทดลองทำบ้างจนได้กำลังขยายมากขึ้น 32 เท่ามากกว่าต้นแบบ เขาใช้กล้องนี้ส่องดูดวงจันทร์ ดวงดาวต่างๆ เขาอธิบาย ทางช้างเผือก(Milky way) คือกลุ่มดาวจำนวนมากมาย เขาพบบริวารดาวพฤหัส 4 ดวง จากจำนวนทั้งหมด 17  ดวง พบวงแหวนของดาวเสาร์  พบจุดดับบนดวงอาทิตย์

ค.ศ. 1610 กาลิเลโอ ย้ายจากเมืองปาดัวไปอยู่เมืองฟลอเรนต์ และศึกษาเรื่องกล้องของเขาต่อไป ทำให้ได้รับชื่อเสียงมากในช่วงนี้ เขาพิมพ์หนังสือ  The sidereal Messenger  ที่เขียนเกี่ยวกับอวกาศ ดวงจันทร์   ใน ค.ศ. 1611 เขานำกล้องโทรทรรศน์ออกมาแสดงให้ประชาชนดู และในปี 1613 พิมพ์หนังสือ Letter on sunspots ที่เกี่ยวกับจุดดับบนดวงอาทิตย์

ค.ศ 1632 เขาพิมพ์หนังสือ Dialogo dfi dub massimi  sistemi del mondo ซึ่งขัดแย้งกับความเชื่อทางศาสนา  หนังสือเล่มนี้ถูกแบนในอิตาลี

1 ต.ค. ปีเดียวกัน กาลิโลโอ ถูกเรียกตัวในขึ้นศาลศาสนา ถูกสั่งให้คุกเข่าอ่านคำสารภาพว่าทฤษฎีต่างๆของเขาผิดผลาด เขาจำใจทำ เพราะไม่เช่นนั้นอาจถูกเผาไฟทั้งเป็นเหมือนบรูโน นักปราชญ์ที่สนับสนุนโคเปอร์คัสก่อนหน้านี้

ค.ศ.1636  เขาออกหนังสืออีกเล่มหนึ่ง DIALOGHT DELIE NUOVE SCIENCE ที่มีแนวคิดที่ว่าสรรพสิ่งในจักรวาลมีการเคลื่อนที่เสมอ แต่ถูกห้ามจำหน่ายในอิตาลี เขาจึงนำไปพิมพ์ที่ฮอลแลนด์ใน ค.ศ.1638  เขาใช้เวลาที่เหลือสั่งสอนศิษย์รัก 2 คนคือ คอรรีเชลลี  และ วิเวียนนี  จากนั้นเขาก็ล้มเจ็บและเสียชีวิตวันที่ 8 ม.ค. 1642

ref: http://www.oocities.org/witit_mink/gali.html

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s